เจ้าจงอยู่ที่นี่..อย่าไปไหนเลย!! เปิดตำนาน "ขอมดำดิน" ทหารขอมหวังมาฆ่า "พระร่วง" ถูกฤทธิ์วาจาสิทธิ์ แข็งกลายเป็นหินคาแผ่นดิน !!

Publish 2018-05-22 17:23:38


 

            ตำนานเรื่องพระร่วงปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในภาษาไทยครั้งแรกใน “พงศาวดารเหนือ” ฉบับพระวิเชียรปรีชา (น้อย) ซึ่งเรียกขุนนางขอมที่ดำดินมาว่า "ขอมดำดิน" ยังไม่เรียกว่า "พญาเดโช" หลักฐานฝ่ายไทยที่ระบุชื่อพญาเดโชครั้งแรกคือ "บทกลอนประกอบการขับร้องเรื่องขอมดำดิน" ซึ่งทรงนิพนธ์โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แต่ไม่ทราบว่าได้ข้อมูลมาจากที่ใด ส่วน "เดโชดำดิน" ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในภาษาเขมรครั้งแรกในพงศาวดารเขมรฉบับวัดโกกกาก ที่เรียบเรียงในสมัยสมเด็จพระนโรดม

 

 

           แต่พวกเราคุ้นเคยเรื่องขอมดำดินกันดี จากแบบเรียนภาษาไทยซึ่งนำมาจาก "บทละครพูดเรื่องพระร่วง" พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ เล่าถึงความสามารถของพระร่วงที่หาวิธีสร้างชะลอมใส่น้ำได้โดยไม่รั่ว เพื่อส่งส่วยน้ำให้ขอมที่เมืองนครธม จนเป็นที่เลื่องลือไปว่าพระร่วงเป็นผู้มีบุญ "พระปทุมสุริยวงศ์" กษัตริย์ขอมทรงหวาดระแวงว่า พระร่วงอาจตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ จึงคิดกำจัด โดยส่งผู้มีฝีมือชื่อ "นักคุ้ม" มาฆ่าพระร่วง

 

 



 

           บังเอิญว่านักคุ้มดำดินมาโผล่ตรงบริเวณที่พระร่วงกวาดลานวัดอยู่ แต่ไม่รู้จักหน้าตาของพระร่วง จึงถามหากับพระร่วงว่า "พระร่วงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน" พระร่วงจึงสอบถามจนรู้ว่าเป็นนายทหารขอมที่ตามมาจับตนจึงบอกว่า "เจ้าจงอยู่ที่นี่แหละอย่าไปไหนเลย จะไปตามพระร่วงให้" ด้วยฤทธิ์วาจาสิทธิ์ของพระร่วง ร่างของขอมดำดินผู้นั้นก็แข็งกลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น ต่อมาเมื่อเจ้าเมืองสุโขทัยสวรรคต และชาวเมืองรู้ว่าพระร่วงเป็นผู้มีบุญ จึงพร้อมใจกันขอให้พระร่วงลาสิกขาบท แล้วอัญเชิญขึ้นเป็นเจ้าเมือง นับตั้งแต่พระร่วงครองราชย์สมบัติปกครองเมืองสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองนับแต่นั้นมา

 

           ที่วัดมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัยเก่า พบก้อนศิลาสีเขียวเรียกกันว่า "ขอมดำดิน" เพราะชาวบ้านเอาไปผูกกับนิทานเรื่องพระร่วงมีวาจาสิทธิ์ บอกให้ขอมที่ดำดินขึ้นมาแข็งเป็นหินไปได้ ทุกวันนี้รูปขอมดำดินถูกต่อยเอาไปใช้เป็นยารักษาโรคตามความเชื่อ จนเหลือเพียงก้อนหินขนาดเล็ก เข้าใจว่าเดิมอาจเป็นประติมากรรมหินที่สร้างขึ้นโดยอิทธิพลศิลปะเขมร และคงถูกเคลื่อนย้ายไปมาในบริเวณเมืองเก่าสุโขทัยจนสุดท้ายนำมาไว้ยังวัดมหาธาตุ และกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไป

 

 

 

           หลักฐานโบราณคดีบ่งให้เห็นชัดเจนว่าบริเวณเมืองสุโขทัยเคยมีอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรมาก่อนตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ คือปราสาทเขาปู่จ่า อ.คีรีมาศ, ศาลตาผาแดง และวัดพระพายหลวงที่เมืองสุโขทัย ทั้งนี้ข้อมูลจากจารึกยังช่วยเชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของ “ขอม” ที่ปรากฏขึ้นที่สุโขทัยด้วย

จารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ (วัดศรีชุม) ออกชื่อ "ขอมสบาดโขลญลำพง" ที่ปกครองเมืองสุโขทัยอยู่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และถูก "พ่อขุนผาเมือง" กับ "พ่อขุนบางกลางหาว" มาช่วยกันรบชิงเมืองไว้ได้ในอำนาจแทน

"ขอมสบาดโขลญลำพง" นี้คงเป็นชื่อของบุคคลที่มีอำนาจเกี่ยวพันโดยตรงกับขอม-เขมร ที่อยู่ที่เมืองลพบุรีทางภาคกลางและเมืองพระนครหลวงในกัมพูชาด้วย ในฐานะผู้เก็บรวบรวมทรัพยากรจากดินแดนแคว้นสุโขทัยโบราณลงไปยังศูนย์กลางที่เมืองพระนครหลวง

 

            กลุ่มของพ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางหาวคือกลุ่มคนพูด "ภาษาตระกูลไท-ลาว" เป็นหลัก การบันทึกถึงขอมสบาดโขลญลำพงในจารึกสุโขทัยจึงน่าจะเน้นความเป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะบางประการแตกต่างไปจากตน ดังนั้น ขอม ในที่นี้จึงหมายถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวพันกับเขมรโบราณ ใช้ "ภาษาตระกูลมอญ-เขมร" อันมีวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับทางลพบุรีและกัมพูชา

 

 



 

             จารึกหลักที่ ๒ เป็นการเท้าความเหตุการณ์ในยุคต้นสุโขทัย ซึ่งยังปรากฏความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนดั้งเดิม (ขอม = มอญ-เขมร) กับกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่ (ไท-ลาว) กลุ่มแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อส่งทรัพยากรจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน-ล่าง ลงไปสู่เมืองพระนครหลวงกัมพูชา ในขณะที่กลุ่มหลังค่อยๆ เคลื่อนตัวจากลุ่มแม่น้ำโขงลงมายังที่ราบภาคกลางของไทย

 

 

             ตำนานเรื่องนี้ สะท้อนถึงภาพของการส่งทรัพยากรจากดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปยังเมืองพระนครหลวงโดยผู้ปกครองดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับละโว้ (ลพบุรี) – กัมพูชา จนเกิดขัดแย้งกับกลุ่มผู้ปกครองระดับท้องถิ่น จนลุกลามเป็นสงครามขึ้น และผู้ได้รับอำนาจมาแทนที่คือ บรรพบุรุษของราชวงศ์สุโขทัย-พระร่วง

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ วัดศรีโสฬส จ.สิงห์บุรี


เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ






ข่าวที่เกี่ยวข้อง