ผลการถล่มซีเรีย ของสหรัฐฯ ทำให้ สหรัฐฯ เป็นได้แค่อันธพาล ไม่ใช่มหาอำนาจ อีกต่อไป




หลังจากนี้ไปจะไม่มีใครเกรงกลัวอิทธิพลของสหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะที่ทำลงไปมีแต่อารมณ์ ไม่มีเหตุผล หรือ หลักของการปกครองของผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

 

 



วันที่ 14 เมษายน 2561 ในขณะที่ชาวไทยกำลังฉลองสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน สาดน้ำใส่กันอย่างชุ่มฉ่ำ แต่สถานการณ์ในประเทศซีเรียกลับด้านกับประเทศไทย เมื่อทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์  ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพพันธมิตรฝรั่งเศส และอังกฤษ เปิดปฏิบัติการทางทหารถล่มเป้าหมายรัฐบาลซีเรียแล้ว โดยมีรายงานว่าเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วใกล้กับกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย ซึ่งทางด้านผู้นำสหรัฐฯ แถลงข่าวที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ว่าปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ  อังกฤษ และฝรั่งเศส เริ่มขึ้นแล้ว
“เป้าหมายการโจมตีของเรา คือ แสนยานุภาพทางเคมีของกองทัพซีเรีย เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานการป้องปราม ต่อการผลิต และแพร่หลายการใช้อาวุธเคมี ซึ่งถือเป็นการกระทำของอสูรกาย มิใช่มนุษย์”

 

 


ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งดังกล่าวไม่กี่ชั่วโมงหลังการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เพิ่งกล่าวด้วยถ้อยคำวิตกถึงการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจ ว่าเป็นภัยคุกคามที่น่าวิตกมากที่สุด พร้อมเตือนว่าความโกลาหลนี้จะเป็นภัยต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก

 

 

พล.อ.เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงที่อาคารเพนตากอน ว่ากองทัพสหรัฐฯได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งใช้อำนาจตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ ให้ปฏิบัติการโจมตีทางทหารในวงจำกัดต่อเป้าหมายแบบจำเพาะในซีเรีย เพื่อสั่งสอนรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ซึ่งอยู่เบื้องหลังการใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าประชาชน ในเมืองดูมา 

 

 

 

พล.อ.โจเซฟ ดันฟอร์ด ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ย้ำว่า เป้าหมายของการโจมตีมุ่งเน้นการทำลายสถานที่สำคัญในกรุงดามัสกัสและพื้นที่ใกล้เคียง มี 3 จุดใหญ่ ได้แก่ศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชานกรุงดามัสกัส คลังแสงอาวุธเคมี ในเมืองฮอมส์ ที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศ และเป้าหมายแห่งที่ 3 คือศูนย์บัญชาการซึ่งเพนตากอนยังสงวนข้อมูลในการเปิดเผยพิกัด

 

 

พล.อ.โจเซฟ ดันฟอร์ด ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม  แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่าเรื่องดังกล่าวนั้น สหรัฐฯ ไม่ได้แจ้งให้รัสเซียรับทราบล่วงหน้า ว่าสหรัฐฯ เคลื่อนไหวทางทหารร่วมกับอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ยืนยันเลือกเป้าหมายเป็นไปด้วยความระมัดระวังที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดผลกระทบต่อทหารและสรรพาวุธของกองทัพรัสเซียซึ่งประจำการอยู่ในบริเวณนั้น

 

 


ปฏิบัติการครั้งนี้เน้นการใช้เครื่องบินขับไล่ แต่มีเรือพิฆาตของสหรัฐฯ ซึ่งประจำการอยู่ในทะเลแดงอย่างน้อย 1 ลำ ร่วมการโจมตีด้วย
ขณะที่ทางด้านกองทัพซีเรีย ก็ได้ให้ข้อมูลว่าระบบป้องกันภัยสามารถที่จะสกัดขีปนาวุธจากสหรัฐฯ ได้เกือบทั้งสิ้น ซึ่งก็สวนทางกับทางด้านสหรัฐฯ ที่มีการเผยแพร่ภาพข่าวความเสียหายที่เกิดจากการถล่มครั้งนี้ และมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน้อย 3 ราย

 

 



ขณะที่ประเทศร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ อย่างอังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ออกมาขานรับเช่นเดียวกับสหรัฐฯว่า ทางด้านกองทัพซีเรียนั้นใช้อาวุธเคมีในการทำร้ายประชาชน จำเป็นที่จะต้องสั่งสอน โดยทางด้าน ขณะที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติการโจมตีทางทหาร และยืนยันว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรีย

 


แต่ในขณะนี้ทางด้านนางเทเรซา เมย์ กำลังถูกบรรดาพรรคฝ่ายค้านอ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมีความน่าสงสัยทางกฎหมาย เสี่ยงกระตุ้นความขัดแย้ง และควรได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ 

 

 


ขณะที่ทางด้านประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้นำฝรั่งเศส  ได้ออกมาแถลงว่าตัวเขาได้ดำเนินการสั่งการแทรกแซงทางทหารในซีเรีย โดยให้กองกำลังทหารของฝรั่งเศส ร่วมกับสหรัฐฯและอังกฤษ โจมตีคลังอาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรีย

 

 

ผู้นำฝรั่งเศส ยังให้ข้อมูลต่อว่าการสั่งการครั้งนี้ต้องการโจมตีในวงจำกัดเฉพาะคลังอาวุธเคมี ของซีเรียเท่านั้น ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับอาวุธและกำลังพลของกองทัพรัสเซียในพื้นที่ใกล้เคียงแต่อย่างใด

 

 

 

ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้นำฝรั่งเศส   ยังบอกต่อว่าไม่อาจทนต่อการใช้อาวุธเคมีซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เป็นอันตรายเฉียบพลันสำหรับชาวซีเรียและความมั่นคงร่วมกัน เมื่อวันที่ 7 เมษายน ชาย หญิง และเด็กหลายสิบคนถูกสังหารหมู่ในเมืองดูมา ด้วยการใช้อาวุธเคมีที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ เส้นแดงที่กำหนดโดยฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคมปี 2017 ได้ถูกข้ามแล้ว

 

 


หลังเสียงปืน เสียงขีปนาวุธเงียบสงบลง แต่เสียงประณามก้นด่าสหรัฐฯ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส นั้นดังขึ้นทุกขณะ เพราะสิ่งที่ผู้นำสามประเทศใช้ในการแก้ปัญหานั้น ไม่สามารถที่จะบรรลุ สิ่งที่พวกเขาต่างกล่าวอ้างคือเรื่องสันติภาพได้เลยมันยิ่งจะกลายเป็นการโหมไฟความขัดแย้ง  เวลานี้หลายฝ่ายกลับไปชื่นชมรัสเซีย ที่ได้วิธีการแก้ปัญหาทางการทูตแทนการใช้ความรุนแรง  การโจมตีซีเรียครั้งนี้ของสหรัฐฯ จะกลายเป็นดาบสองคม ที่จะกลับมาทิ่มแทงสหรัฐฯเอง โดยเฉพาะหลังจากนี้ไปจะไม่มีใครเกรงกลัวอิทธิพลของสหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะที่ทำลงไปมีแต่อารมณ์ ไม่มีเหตุผล หรือ หลักของการปกครองของผู้มีอำนาจแต่อย่างใด มองอย่างไร เวลานี้สหรัฐฯ เป็นได้แค่อันธพาล ไม่ใช่มหาอำนาจอีกต่อไป