ฟังผมบ้างสิ!! เปิดใจ "หมอแสง" เจอดราม่าโซเชียล ผู้ป่วยมะเร็งใช้ยาสมุนไพร 6 เดือน อาการทรุดแผลเน่าเฟะ!??

Publish 2018-03-13 23:25:42


กลายเป็นประเด็นร้อน  สืบเนื่องจากเพจเฟสบุ๊ก  Dr.Adune   ได้โพสต์ภาพน่าสะเทือนใจ  จากเหตุกรณีผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่ง   ได้ไปเข้ากระบวนการรักษาโดยการใช้สมุนไพร กับ หมอแสง  แล้วปรากฏว่าเกิดผลกระทบในเชิงลบ   จึงออกมาให้ความเห็นในเชิงเตือนสติให้ผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างคิดจะเลือกระบบการรักษาในลักษณะนี้  ใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป  #ความเจ็บปวดที่ได้จากการรักษาสมุนไพรไม่ค่อยมีคนเล่าให้ฟัง



“บ้านเรามีคนแห่กันไปใช้สมุนไพรรักษามะเร็งกันมากมาย เร็วๆ นี้ ก็เป็นหมอ ส. ที่ลือกันว่าดีนักดีหนา ต้องเข้าคิว ต้องมีการขอหนังสือรับรองจากแพทย์ ดูเป็นเรื่องเป็นราวน่าเชื่อถือ  ได้ผลจริงหรือเปล่าไม่อาจทราบได้... คำกล่าวอ้างที่ให้เราเห็นว่า คนไข้หาย อาจจะเกิดเพราะคนไข้หายจากอย่างอื่น หายจากการรักษาแผนปัจจุบันร่วมด้วย คนไข้ได้ยาสมุนไพรแล้วมีกำลังใจ ก็รู้สึกดีขึ้น ... แต่ในฝั่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าจะบอกว่าการรักษาได้ผลต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ต้องพิสูจน์ แต่ไม่ใช่แค่บอกต่อกัน แล้วก็เชื่อเลยแบบที่เราเป็นอยู่



ภาพที่นำมาให้ดูเป็นภาพที่อาจารย์​หมอท่านหนึ่ง โพสต์ ให้เห็นว่า ในช่วง เดือนนี้ มีคนไข้ลักษณะนี้มาหาหมอมากขึ้น เป็นมะเร็งที่ปล่อยไว้จนเป็นมาก ยากแก่การรักษา คนไข้กลุ่มนี้ คือกลุ่มคนที่เสียโอกาส รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งในระยะรักษาได้ แต่เลือกที่จะไปใช้สมุนไพร และละทิ้งการรักษาหลักตามแผนปัจจุบันที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล ทำให้เสียเวลาและ เมื่อรักษาสมุนไพรไปสักระยะหนึ่ง(ประมาณ 3-6เดือน) พบว่าไม่ได้ผล โรคเป็นมากขึ้น ทนไม่ไหว  จึงกลับมาพบแพทย์แผนปัจจุบัน...

 

 

เรื่องเหล่านี้ ดูๆ แล้ว หลายคน ก็อาจจะรู้สึกว่า อ้าว แล้ว ทำไมคนทั่วไปไม่เห็นได้รับรู้เลยละ หมอแผนปัจจุบันมีอคติหรือเปล่า ถึงพูดอย่างนี้ ... ครับ คนที่เป็นแบบนี้ มักจะไม่ค่อยกล้าเล่าให้คนอื่นฟัง เหมือนถูกหลอก แต่ก็ปลอบใจตัวเอง ว่า ก็เราเลือกเอง หมอ ส. เขาก็หวังดี คนแนะนำให้ไปหา เขาก็หวังดี ... ทำนองนี้ .. เป็นความจริง เป็นวิธีคิดแบบไม่โทษคนอื่น ... ไม่มีใครไปต่อว่า คนที่แนะนำให้ไปกินสมุนไพร และ คนที่แนะนำคนไข้ไปใช้สมุนไพร ก็อาจเชื่อโดยสนิทใจ ก็ฟังเขาบอกมา ... เมื่อผู้ป่วยต้องเผชิญกับสภาพเช่นนี้ ก็มักจะไม่ไปป่าวประกาศว่า สมุนไพรไม่ได้ผล ... คิดว่า คนอื่นอาจจะได้ผล คงเป็นที่ตัวเรามั๊ง ที่มีกรรม เลยไม่ได้ผล

 

ไม่อยากให้คนไทยเราคิดแบบนี้นะครับ เพราะเป็นการทำให้คนอื่นไม่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราควรบอกต่อ บอกให้รู้ว่า มีคนไข้จำนวนหนึ่ง (ซึ่งมากพอควร)เสียโอกาสในการรักษา เพราะหลงเข้าใจว่า สมุนไพรจะได้ผล... มาช่วยกันดีกว่าไหมครับ บอกความจริงให้ คนไทยด้วยกันรับรู้ จะได้ไม่เสียโอกาสที่จะรักษาโรคให้หายได้ ... ไม่มัวแต่เสียเวลา ปล่อยให้โรคที่หายได้ ทิ้งไว้จนรักษายาก.. ถ้าคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ ก็ช่วยกันแชร์ต่อๆกันไปนะครับ

 

ล่าสุด  นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือ  หมอแสง   ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อปรากฎการณ์ข่าวในโลกโซเชียล  ว่า  ส่วนตัวเน้นย้ำมาโดยตลอดว่าการรักษาแนวทางเลือกด้วยสมุนไพร  ควรรักษาควบคู่ไปกับการรักษาโดยแพทย์ในสถานพยาบาล  และก็พูดเสมอว่าไม่มีเจตนาทำให้ใครหลงเชื่อมากินยาสมุนไพร  เพราะถ้าไม่หายตนก็จะได้ผลิตยาน้อยลง  แต่ปรากฎว่าที่ผ่านมากลับมีคนมาขอรับยามากขึ้นเรื่อย ๆ  จากทุกวงการ  แม้แต่หมอก็ยังมี   สิ่งสำคัญทุกคนที่มาเกิดจากการตัดสินใจของผู้ป่วยเองทั้งสิ้น

 

เรามีใบรับรองแพทย์แสดงยืนยันผล   คนที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นมะเร็งก็ไม่เคยให้ยาไปคนที่เป็นมะเร็งทั้งนั้นที่มาขอ  กินแล้วดีขึ้นหรือไม่ดีคงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม  คนที่มีใบรับรองแพทย์ที่ตรวจมาแล้วอาการดีขึ้น เราก็เพิ่มยาให้  ในระบบเก็บข้อมูลเราก็มีรายละเอียดอยู่แล้วว่าคุณเคยเป็น รับยาแล้วกี่ครั้ง บางคนก็สิบกว่าครั้ง บางคนก็กินมา 3 ปีแล้ว”

 

 

ขณะเดียวกัน   ทางด้าน  นพ.วีระวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่า  ว่า  ความจริงเรื่องนี้ต้องถือว่าไม่เหนือความคาดหมาย แต่จำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่า  ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบและศึกษาวิจัยยาของหมอแสงในเชิงการแพทย์เอง ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุดและจำเป็นต้องขยายระยะเวลาในการตรวจสอบระดับเซลล์มะเร็งออกไป  โดยคาดว่าจะสามารถแถลงผลการตรวจสอบและศึกษาวิจัยหมอแสงใน

 

 

ส่วนภาพการรักษามะเร็งที่มีการแพร่อยู่ในโลกโซเชียล   นพ.วีระวุฒิ   ระบุว่า ผลการรักษามะเร็งที่มีลักษณะลุกลามเช่นนี้   ต้องเข้าใจว่าส่วนใหญ่จะผู้ป่วยที่เลือกหันหลังให้กับการแพทย์แผนปัจจุบัน และตัดสินใจไปพึ่งพาแผนทางเลือก  โดยไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่เดิม  ทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่องแล้วเกิดปัญหาตามมา 

 


เรียบเรียงโดย : นิตติยา บุญตาวัน