"รสนา"ฉะกรมศุลฯทำเป็นเข้มรีดภาษีนำเข้าปลาซิวปลาสร้อย แต่สอบนาฬิกาหรู"บิ๊กป้อม"ยังเงียบกริบ




เมื่อวันที่ 7 มี.ค.61 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นกรณีที่กรมศุลกากร ออกประกาศเข้มงวดกับผู้โดยสารที่เดินทางออกนอกประเทศนำโน๊ตบุ๊ก และกล้องถ่ายรูปไปด้วยต้องแจ้งศุลกากรทุกครั้ง แต่กรณีนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลับไม่มีความคืบหน้าออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน โดยระบุว่า ....
 




“อธิบดีกรมศุลฯตีปี๊บตรวจเข้มภาษีนำเข้าบรรดาปลาซิวปลาสร้อย ส่วนภาษีนาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อมยังใบ้อยู่ ใช่หรือไม่!?!”

อธิบดีกรมศุลกากรออกประกาศ2ฉบับตรวจเข้มผู้โดยสาร นำของติดตัวไปเมืองนอก “โน้ตบุ๊ก - กล้อง” ต้องแจ้งทุกครั้ง เว้นอากรของติดตัวไม่เกิน 2 หมื่น ถ้ามูลค่าไม่เกิน 2 แสน ชำระอากรปากระวางแบบเหมาๆ ได้ ส่วนของดิวตี้ฟรีซื้อแล้วต้องใช้เมืองนอก ถ้านำกลับเข้าประเทศต้องจ่ายอากร

การเข้มงวดตรวจภาษีเพื่อไม่ให้มีการรั่วไหลเป็นสิ่งดี แต่อย่าใช้แต่กับชาวบ้านรายเล็กรายน้อยเท่านั้น เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการใช้พละกำลังจับแต่ปลาซิวปลาสร้อย ส่วนปลาใหญ่แบบปลากะโห้กลับปล่อยให้เล็ดรอดลอยนวลหนีไปได้อย่างไร!?!

กรณีที่ดิฉันร้องเรียนให้ตรวจสอบการเสียภาษีนาฬิกาหรู25เรือนของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จนป่านนี้ยังไม่ออกมาแถลงความคืบหน้าต่อสาธารณชน

นอกจากไม่ตรวจสอบภาษีนำเข้านาฬิกาหรูแล้ว อธิบดีกรมศุลกากรยังปล่อยให้กรณีบริษัทน้ำมันต่างชาติยักษ์ใหญ่หลบเลี่ยงการเสียภาษีน้ำมันโดยมีการทำเอกสารสำแดงการส่งออกอันเป็นเท็จ ซึ่งตามกฎหมายของกรมศุลกากร อธิบดีมีหน้าที่ต้องสั่งปรับผู้หลบเลี่ยงภาษี โดยสำแดงส่งออกเป็นเท็จ เป็นจำนวน4เท่าของมูลค่าสินค้าที่รวมภาษีอากรแล้ว กรณีนี้น่าจะต้องปรับเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ถ้ามีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ใช่หรือไม่

ขอฝากความถึงอธิบดีกรมศุลกากรว่า ถ้ายังประวิงเวลา2กรณีใหญ่นี้ต่อไป ดิฉันจะร้องเรียนท่านต่อป.ป.ช ตามมาตรา154 ในเวลาอันสมควรต่อไป

“มาตรา 154 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่หรือแสดงว่าตนมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใด โดยทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงินนั้น หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

ขอส่งข้อกฎหมายมาตรา154มาเตือนใจท่านอธิบดีได้โปรดใคร่ครวญว่าในฐานะเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตามกฎหมาย หากมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์แล้ว จะมีโทษหนักขนาดไหน เพื่อให้ท่านได้ธำรงวินัยของการเป็นข้าราชการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับรับเงินเดือนจากเงินแผ่นดินซึ่งคือเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

รสนา โตสิตระกูล
7 มีนาคม 2561



 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล"