อาจมีหลายอย่างถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้างแต่ทำยังไงให้เกิดความโปร่งใส!?! บิ๊กตู่สอบผู้ว่ากยท.ปมดึงบริษัทร่วมทุนซื้อยาง ชาวสวนโวยเสียประโยชน์???

Publish 2017-11-19 14:30:16


จากกรณีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาเปิดเผยหลังเกษตรกรชาวสวนยางเข้าพบตนเองและยื่นหนังสือต้องการให้ตรวจสอบการทำงานเรื่องการใช้บริษัทร่วมทุนเข้าซื้อยาง ว่าเกษตรกรได้รับประโยชน์ทั่วถึงหรือไม่ ขั้นตอนการเก็บรักษายางดีหรือไม่ และต้องการให้ยกเลิกบริษัทร่วมทุน โดยให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดการเองร่วมกับเกษตรกร แต่ไม่มีการเสนอเรื่องการปรับราคายาง เพราะต้องการให้เป็นไปตามกลไกทางการตลาด



       ทั้งนี้สำหรับข้อเรียกร้องให้ปลดผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย  ออกจากตำแหน่งนั้น พลเอกฉัตรชัย ได้เชิญ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานบอร์ด กยท. เพื่อรับทราบและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าฯกยท. แล้ว โดยจะใช้ระยะเวลาตรวจสอบภายใน 7 วัน ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยปี 2558 ซึ่งตามกฎหมาย การจะพ้นตำแหน่งได้ก็ต่อเมื่อตาย ลาออก มีมติให้ออก เลิกจ้าง ยุติสัญญา หรือทำผิดไม่เป็นไปตามข้อตกลง จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งราคายางพาราในปัจจุบันถือว่าทรงตัว โดยราคายางแผ่นอยู่ที่ 4-7 บาท

       อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ไม่กังวลหากจะมีการโยงเรื่องมาถึงตนเอง เพราะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย่อมมีหน้าที่กำกับดูแลอยู่แล้ว ขณะที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำด้วย โดยมีเนื้อหาบางส่วนว่า “ การจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ได้มีการยุบรวม 3 หน่วยงาน คือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยางเข้าด้วยกัน มีภารกิจในการจัดทำยุทธศาสตร์ สำหรับการบริหารจัดการยางของประเทศแบบครบวงจร ให้มีประสิทธิภาพ อันนี้เราเพิ่งเริ่มปฏิบัติมา มันอาจจะมีหลายอย่างถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง เพราะว่าวันนี้เราต้องเอาภาคเอกชนมาร่วมด้วย แต่จะทำยังไงให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งเรื่องที่ร้องเรียนกันขึ้นมาต่างๆ อันนี้รัฐบาลได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบการดำเนินการต่างๆ ของ กยท.ตามที่มีการร้องเรียนอยู่

       เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทุกคนทุกฝ่ายในห่วงโซ่ของยางพาราไทย ได้มีความเข้าใจที่ตรงกัน ขอให้ทุกคนได้อดทน เปลี่ยนแปลงไว้ใจซึ่งกันและกัน และมีหลักการและเหตุผล ไม่ว่าจะประท้วง หรือยื่นหนังสืออะไรต่างๆ ก็ตาม ผมขอร้องขอให้ยื่นอย่างสงบแล้วกัน ไม่อยากให้มีการนำเกษตรกรเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ต้องมายื่นกับนายกฯ ก็มาคนเดียว ยื่นในพื้นที่นั่นแหละ เขาก็ส่งถึงผมอยู่ดี มาเสียเวลาการทำมาหากินเปล่าๆ สิ้นเปลืองด้วย ผมไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมือง ผมเข้าใจเศรษฐกิจสำคัญที่สุด ปัญหามันอยู่ที่ว่าไงครับ ถ้าทุกคนทำสวนยาง ในเมื่อยางมันราคาไม่ดี คุณภาพชีวิตก็ไม่ดี เพราะรายได้มีแต่ยางอย่างเดียว มันต้องคิดใหม่ จะได้แก้ปัญหาได้ร่วมกันตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ทุกฝ่ายมีประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลไม่มีข้อขัดแย้ง มีรายได้มากขึ้น ประชาชน เกษตรกรสวนยาง หรือเกษตรกรอื่นๆ ต้องทำเช่นเดียวกันนี่แหละ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว



       ก่อนหน้านี้นายธีธัช เปิดเผยถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเสถียรภาพราคายางว่า องค์กรทั้ง 6 แห่ง เดินหน้าร่วมกันจัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ซึ่งจะเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยมี กยท. และบริษัทผู้ส่งออกเอกชนรายใหญ่ของประเทศทั้ง 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้น                    

 

       “ได้มีการประชุมอย่างเป็นทางการ ภายใต้ บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการและการบริหารจัดการกองทุน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันให้กองทุนฯ เข้าลงทุนซื้อยางทั้งในตลาดซื้อขายยางจริงจากตลาดกลางทั้ง 6 แห่งของ กยท. ที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอยู่แล้ว ได้แก่ หนองคาย บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และยะลา และจะมีการซื้อขายผ่านทางตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX เพื่อผลักดัน และรักษาให้ราคายางอยู่ในระดับที่เหมาะสม” ผู้ว่าฯกยท. กล่าว


เรียบเรียงโดย : วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์






ข่าวที่เกี่ยวข้อง